posted on 17 Mar 2009 22:02 by moonlamai
ช่วงรอยต่อของฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน
ก่อนที่หมอกควันจะบุกเชียงใหม่อย่างทุกวันนี้
อากาศดีมาก
หอมดอกไม้จางๆในสายลม
หอมกลิ่นหญ้าแห้ง
หอมกลิ่นควันไฟจากภูเขาไกลๆ
มาช่วงนี้เชียงใหม่ถูกจู่โจมด้วยหมอกควัน
กลา่งวันเป็นสีเทาอึมครึม บรรยากาศคล้ายหน้าหนาว
แต่อุณหภูมิและอาการเหนียวตัวหนุบหนับ
ยืนยันกับเราได้ว่านี่คือหน้าร้อน
พอมาคืนนี้ลมกลับพัดแรง กลิ่นไอดินลอยคละคลุ้หอมฟุ้งไปทั่ว
ฟ้าร้องโครมครามนำพาเอาสายฝนโปรยปรายลงมาในไม่กี่อึดใจ
แม้แต่ฤดูกาลก็ยังเลื่อนไหลไปมาหาความชัดเจนไม่ได้
นับประสาอะไรกับใจ
แค่อยากบันทึกฤดูกาลไว้เท่านั้นแล
edit @ 17 Mar 2009 22:17:53 by moonlamai
edit @ 17 Mar 2009 22:21:10 by moonlamai
edit @ 17 Mar 2009 22:22:37 by moonlamai
edit @ 17 Mar 2009 22:23:57 by moonlamai
posted on 24 Sep 2008 13:12 by moonlamai
เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา
ทีแรกตั้งใจว่าจะไปเสม็ด
อยากเดินทางไปไหนไกลๆ เพื่อหนีอะไรบางอย่าง
แต่เพื่อนที่ตกลงจะไปทะเลกับเราก็อาการร่อแร่
อาจจะหนักกว่าเราด้วยซ้ำ
แทนที่เราจะได้ไปเที่ยวเล่น ดำผุดดำว่ายเป็นผีเสื้อสมุทรใส่บิกีนี่
อาจต้องมาคอยเฝ้ามันไม่ให้โดดน้ำตาย
เราเลยเบนเข็มชีวิต
ตามคำชวนของหมวยเพื่อนรักที่เพิ่งไปชุบตัวที่เมืองนอกเมืองนา
เป็นไปปฏิบัติธรรมที่วัดแทน
..
อ๊ะ อ๊ะ
อย่า อย่าคาดหวัง
นิสัยกูไม่ได้ดีขึ้น
ชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้น
แต่รู้จักตัวเองมากขึ้นและปลงได้กับอะไรหลายๆ อย่าง
จากที่อยากเดินทางไกล ให้หัวใจได้พักผ่อน
เราเปลี่ยนมาเป็นเดินทางเข้าไปภายในจิตใจตัวเอง
พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราตามหามันอยู่ที่นั่นหมดเลย
ความสุขความทุกข์
มันรวมอยู่ในก้อนขนาดเท่ากำปั้นกลางอกนั่นเอง
พบว่าความเศร้า ความหดหู่ ความน้อยใจ เสียใจ ความโกรธ ที่สุมให้ใจร้อนเป็นไฟ
แท้จริงแล้วเรานั่นเองที่เอาไฟสุมใจตัวเอง
ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไร
และคนเรามักจะเป็นกันเสมอ
คือคนเรามักจะชอบพูดในเรื่องร้ายๆ ของคนอื่น ของคนที่เคยทำไม่ดีกับเรา
พูดซ้ำไปซ้ำมา เล่าให้ทุกคนฟัง
นอนหลับก็คิดถึงเรื่องเดิมๆ
เพราะความโกรธที่สุมอยู่ในใจ
และทำให้ใจเราขุ่นมัว
เรากลับไม่รู้ตัวว่าเรานั่นเองเป็นผู้ผูกเขาไว้ในใจเรา
และกระเตงๆ เขาไปไหนมาไหนกับเราตลอดเวลา
ลองเปลี่ยนเป็นมองเขาในแง่บวก เลือกคิดแต่ในแง่ดีของเขา
คนที่เราเคยทุกข์เพราะเขาก็จะหายไป เหลือแต่คนดีๆ ที่เราเคยรู้จัก
หรือถ้าไฟมันสุมใจมากจนมองเห็นความดีไม่เจอ
ลองหยุดคิดถึงคนพวกนั้น
ภาพคนพวกนั้นก็จะเลือนหายไป
และไม่ได้เป็นอะไรอีกเลยในชีวิตเรา
การให้อภัยจะทำให้ใจสะอาด
ทำได้ยากที่สุดและง่ายที่สุดในเวลาเดียวกัน
ยากเพราะส่วนมากจะหนีอารมณ์ฝ่ายต่ำไปไม่พ้น
ง่ายเพราะเราสามารถทำเองได้เลย
ไม่ต้องไปง้อใคร ขอให้ใครทำให้เรา
เราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตเหลืออยู่บนโลกอีกกี่วัน
จะตายไปพร้อมกับความทรงจำที่เลวร้ายหรือความทรงจำที่ดีในชีวิต
เราต้องการตื่นมาอย่างสดชื่ดแจ่มใส
หรือตื่นมาแล้วใจขุ่นมัวด้วยความทุกข์และความกังวลใจ
จะเสียเวลามาครุ่นคิดเรื่องไร้สาระทำไมและทำให้เกิดทุกข์ทำไม
สิ่งเหล่านี้กำหนดได้ด้วยตัวเราเอง
เพราะความคิดเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก
สุขหรือทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิดนี่แหละ
เขาจะทำอะไรให้เราไม่พอใจก็เรื่องของเขา
แต่เมื่อเราให้อภัยแล้ว
ใจเราก็เบา หมดห่วง หมดกังวล หมดทุกข์
ยิ่งเป็นคนที่เรารัก ยิ่งต้องให้อภัย
จะได้ไม่ไปเติมเชื้อไฟในใจของเขา ทำให้เขาทุกข์ใจเหมือนกับเราอีก
สิ่งหนึ่งที่ควรคิดคือเรื่องของกรรมที่เกิดขึ้นในอดีต
การน้อมใจรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราว่า
เป็นกรรมของเราเอง ไม่ใช่ความผิดของใครเลย
จะทำให้ใจเราเยือกเย็นและอ่อนโยนลง
ถ้าเราเคยทำอะไรไว้ให้บางคนทุกข์ใจ
ขออโหสิกรรมให้เราด้วย
..
สามวันสามคืนที่อยู่ที่นั่น
นั่งคุยกับตัวเองเหมือนเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนาน
ทุกครั้งที่พยายามทำให้ใจนิ่ง
เรื่องร้ายๆ ในอดีตก็จะรีบเข้ามาเล่นงานทันที
แล้วอารมณ์ต่ำๆ ก็จะพากันเข้ามารุมกินโต๊ะจนต้องถอย
เราสู้กับอารมณ์ต่างๆ อย่างสนุก
แพ้บ้างชนะบ้าง
แต่ก็สู้กันแบบเพื่อน
เพื่อนที่ไม่เอากันจนตายไปข้าง
เพื่อนคนนี้บอกให้ฉันกล้าหาญ
อย่านอนแช่อยู่ในกองทุกข์และอาจมอารมณ์ต่ำๆ
เมื่อเห็นว่าอะไรที่ทำให้ทางเดินชีวิตเรามีขวากหนาม
เมื่อเห็นว่าทางเดินนี้ไม่มีทางออก
เราสามารถเริ่มต้นใหม่และเลือกเดินทางอื่นได้
ไม่ต้องกลัวการเริ่มต้นใหม่ เพราะมันย่อมดีกว่าการนอนแช่อยู่ในกองทุกข์แน่นอน
เราต้องตีฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้
edit @ 24 Sep 2008 13:20:05 by moonlamai
posted on 18 Jun 2008 00:28 by moonlamai
เราสามคน
คงต้องมี
ใครเป็นฝ่ายไป
-- แล้วก็มักจะเป็นเราทุกที ที่ค้องไป
เอ๋ง เจ็บว้อย
edit @ 18 Jun 2008 00:36:39 by you're my shit.